ครีมแต้มสิว

ครีมแต้มสิว 10 อันดับที่ดีที่สุด แนะนำวิธีรักษาสิวผด และวิธีรักษาหลุมสิว

อาการอย่างหนึ่งที่สาว ๆ มักจะเจอะเจอเป็นกันประจำในช่วงเป็นประจำเดือน ที่บนใบหน้าสวย ๆ นั่นก็คือมีสิวอักเสบผุดขึ้นมา ทั้งเกิดจากหน้ามัน นอนดึก อยู่หน้าจอนาน ๆ หรือกินของทอดเยอะเกินไป ก็ทำให้มีความกังวลใจ ที่จะรีบตามหาวิธีการรักษาสิว ที่ดีที่สุด ที่จะหาได้ อย่างครีมแต้มสิว วันนี้ขอแนะนำ 10 ครีมเต้มสิวคุณภาพดี ให้เพื่อน ๆ เป็นตัวเลือกกัน รวมไปถึง แนะนำวิธีรักษาสิวผด และวิธีรักษาหลุมสิวด้วย ลองไปดูกันเลยค่ะ

บทความนี้มีอะไรบ้าง


10 ครีมแต้มสิว ที่ดีที่สุด วิธีการรักษาสิว ตอนเป็นประจำเดือน

ครีมแต้มสิว ที่สามารถช่วยให้สิวบนใบหน้าของสาว ๆ ยุบหายไปในเร็ววัน เพราะถ้าหากเราไม่รีบจัดการแล้วละก็ ปัญหาสิวบนใบหน้าจะยังอยู่กับเราอีกหลายวัน แถมเมื่อหายดีแล้วก็ยังทิ้งรอยแดงสิวบนใบหน้าของเรา สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่เคยลองซื้อครีมแต้มสิวมาใช้แล้วไม่ได้ผล ลองมาดูครีมที่เราแนะนำกันเผื่อจะได้นำไปพิจารณาประกอบการซื้อค่ะ


1. Clinda Mครีมแต้มสิว

ครีมแต้มสิว หลอดเล็กสีขาว Clinda M เนื้อครีมเป็นน้ำใส ๆ ที่มีตัวยารักษาสิวที่สามารถช่วยฆ่าเชื้อ ช่วยกำจัดแบคทีเรียที่หัวสิว ทำให้สิวแห้งและยุบเร็วทันใจ สาว ๆ สามารถใช้ได้ทั้งสิวที่กำลังอักเสบ หรือสิวที่เป็นหนองเลยค่ะ ตัวครีมรักษาสิวอาจจะมีกลิ่นฉุนหน่อยนะค่ะ


2. TOMEIครีมแต้มสิว

อีก ครีมแต้มสิว รักษาสิวอักเสบ สิวเป็นหนอง ที่สามารถช่วยให้ได้ผลหยุดชะงัด เพียงแค่สาว ๆ แต้มสิวทิ้งไว้แค่คืนเดียวสิว สิวบนใบหน้าก็จะแห้ง และหลุดออกมาง่าย ๆ เลยค่ะ แถมยังสามารถช่วยลบเลือนรอยแดงที่เกิดจากสิวได้ดีอีกด้วย เรียกใช้ครีมแต้มสิวหลอดเดียวจัดการได้ทุกปัญหาสิวจริง ๆ ค่ะ


3. Smooth E Acne Hydro Gelครีมแต้มสิว

ครีมรักษาสิวบนหน้า ที่ ใช้แต้มสิวบนใบหน้า มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตัวครีมมีลักษณะเป็นเนื้อเจล สาว ๆ สามารถทาทิ้งไว้แป๊บเดียวก็แห้งซึม และยังช่วยออกฤทธิ์ได้ทันที มีส่วนช่วยขจัดแบคทีเรีย สาเหตุของสิวอุดตัน สิวอักเสบ ได้ดี


4. Benzac ACครีมแต้มสิว

ครีมรักษาสิวอักเสบ ใช้แต้มสิวอักแสบบนใบหน้า ครีมตัวนี้สามารถใช้กับสิวได้อย่างทุกรูปแบบ ตัวยามีความเข้มข้นสูง ในการออกฤทธิ์ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นปัญหาของการเกิดสิวโดยเฉพาะ แต่ถึงแม้ว่าตัวยาจะเข้มข้นมากไปหน่อยก็ไม่ระคายเคืองต่อผิวที่บอบบางของสาว ๆ อย่างแน่นอนค่ะ


5. Fucidinครีมแต้มสิว

เป็นตัว ครีมฆ่าเชื้อสิว ตัวครีมมีกลิ่นแรง เหมาะที่จะใช้แต้มสิวเท่านั้น เนื่องจากเป็นครีมที่ออกฤทธิ์แรง สำหรับสาว ๆ ที่มีผิวแพ้ง่ายอาจเกิดอาการระคายเคืองกับใบหน้าได้ ดังนั้นควรทาให้ถูกจุด และไม่ควรใช้เยอะจนเกินไป


6. Clindalin Gelครีมแต้มสิว

เจลแต้มสิวอักเสบ หลอดสีขาวเนื้อใส ๆ สาว ๆ สามารถใช้เจลแต้มที่หัวสิวที่กำลังจะอักเสบ เพื่อช่วยให้สิวยุบลงได้ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นวิธีการดักสิวที่กำลังจะอักเสบได้เเป็นอย่างดี แต่ถ้าเพื่อน ๆ ใช้กับสิวที่อักเสบอยู่แล้วอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าเดิมสักหน่อยกว่าสิวจะยุบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนึ่งเจลแต้มสิวที่น่าใช้ เพราะสามารถลดรอยสิว พร้อมกับป้องกันการเกิดสิวอักเสบค่ะ


7. Retin-Aครีมแต้มสิว

เป็น ยารักษาสิว ที่ใช้ได้ดี แต่เพื่อน ๆ ต้องใช้ให้เป็น เพราะถ้าหากว่าใช้ยารักษาสิวไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้หน้าเป็นรอยไหม้ดำ ๆ ค่ะ แต่กลับกันถ้าหากใช้ได้ถูกวิธีก็จะสามารถรักษาหน้าดี ใส เนียนกิ๊ก โดยวิธีใช้ยารักษาสิวที่ถูกต้องแนะนำให้ทาตอนกลางคืน เวลาก่อนนอนจะดีที่สุดค่ะ ให้สาว ๆ ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าที่สะอาดก่อน จากนั้นค่อยทาจุดสิวบาง ๆ อย่างช้า ๆ โดยยารักษาสิวตัวนี้จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการหลุดลอกผิวหนังบริเวณที่เกิดสิว ทำให้สิวหายของเราได้เร็วขึ้นค่ะ


8. Metronidazole robaz gelครีมแต้มสิว

อีกหนึ่ง ยาแต้มสิว ที่สามารถช่วยให้เพื่อน ๆ ใช้รักษาสิวหัวหนอง สิวอักเสบ สิวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวยาที่อยู่ในครีมรักษาสิวตัวนี้จะเข้าไปช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว ทำให้สิวของสาว ๆ ยุบลงได้เพียงข้ามวัน และที่สำคัญยังสามารถป้องกันการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี


9. Cybele aknelesครีมแต้มสิว

เจล ครีมรักษาสิวเนื้อเจล ที่มีสารสกัดจากเปลือกมังคุด มีส่วนผสมของสมุนไพรที่สามารถช่วยลดอาการอักเสบของสิวได้ดี ที่สำคัญสำหรับสาว ๆ ที่เคยลองใช้มาหลายตัว และยังไม่ได้ผล ลองใช้ตัวนี้เลยค่ะ เพราะเป็นตัวประกอบไปด้วยยาสมุนไพรที่ใช้แล้วไม่ทำให้ดื้อยา ช่วยทำให้สิวหาย ไม่กลับมาเป็นอีกอย่างแน่นอนค่ะ


10. Vincere’s Anti-Acne Creamครีมแต้มสิว

ครีมแต้มสิว ตัวสุดท้าย สามารถช่วยสาว ๆ จัดการได้ทั้งสิวอักเสบ สิวเสี้ยน และสิวหนอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอาการอักเสบของสิวได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถช่วยปรับสภาพผิวของสาว ๆ ให้เรียบเนียน ให้ผิวดูดีขึ้น และช่วยลบเลือนรอยแดงจากสิวที่หายแล้ว ให้แลดูจางลง ซึ่งที่สำคัญใช้แล้วผิวจะไม่แห้ง ผิวหน้าไม่ลอกเป็นขุยอีกด้วยนะคะ


9 วิธีรักษาสิวผด ขั้นตอนดูแลสิวผดดีๆ ที่คุณควรรู้ไว้สิวจะได้ไม่เห่อออกทั้งหน้าครีมแต้มสิว

วิธีรักษาสิวผด ขั้นตอนดูแลสิวผดดีๆ ที่คุณควรรู้ไว้สิวจะได้ไม่เห่อออกทั้งหน้า สิวผด (Acne estivalis) เป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายกับผดผื่นเม็ดเล็กๆ สีแดง และก่อให้เกิดอาการคันได้ มักจะพบที่บริเวณผิวหน้าได้บ่อยๆ

หากรักษาไม่ถูกวิธีหรือล้างหน้าบ่อยก็จะขึ้นเห่อมากขึ้น ซึ่งปรากฏในช่วงบ่ายหรืออากาศร้อน แต่จะเรียบหายดีในช่วงเช้าหรืออากาศเย็นๆ


สาเหตุของการเกิดสิวผด

ส่วนใหญ่สิวผดจะเกิดจากแสงแดด ความร้อน และมลภาวะภายนอกอย่างเช่นน้ำและอากาศ เนื่องจากทำให้ต่อมเหงื่อไม่สามารถระบายเหงื่อได้ จนทำให้ต่อมเหงื่อเกิดการอุดตันแล้วกลายเป็นตุ่มเล็กๆ รวมถึงอาการแพ้น้ำหรือเหงื่อของตนเอง และยังสามารถเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. เชื้อยีสต์ที่อยู่บนผิวหน้า เกิดจากเชื้อยีสต์ P. ovale ซึ่งเมื่อต่อมไขมันทำงานมากขึ้น จะทำให้มีน้ำมันส่วนเกินที่กลายเป็นอาหารของยีสต์ชนิดนี้ และเกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดสิวผดนั่นเอง

2. การล้างหน้าไม่ถูกวิธี การใช้น้ำอุ่นล้างหน้าเป็นประจำ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีฟองมากเกินไป รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว และการเช็ดถูหน้าบ่อยๆ แรงๆ ก็สามารถทำให้เกิดสิวผดได้เช่นกัน

3. การใช้อุปกรณ์แต่งหน้าไม่สะอาด หากเราใช้แปรงหรือพัฟที่มีคราบสกปรก จะทำให้ผิวหนังเกิดการอุดตันแล้วก่อให้เกิดสิวผดได้

4. พักผ่อนน้อย ช่วงกลางคืนที่เรานอนหลับ ร่างกายจะฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเอง แต่ถ้าเรานอนน้อยเกินไปหรือพักผ่อนไม่เพียงพอในแต่ละวัน ก็สามารถทำให้เกิดสิวผดได้ รวมถึงร่างกายที่ไม่แข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ


วิธีรักษาสิวผดอย่างมีประสิทธิภาพ

การรักษาสิวผดให้ได้ผลจะต้องเริ่มต้นจากการฝึกตัวเองในการยับยั้งใจไม่รบกวนผิวหน้าบ่อยๆ อย่างเช่นการแคะ แกะ เกา หรือเช็ดถูหน้าบ่อยๆ เพื่อป้องกันการเกิดสิวและยับยั้งการลุกลาม นอกจากนี้ยังมีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้


1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธีครีมแต้มสิว

ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี สิ่งที่เราควรทราบคือ การล้างหน้าบ่อยๆ จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดสิวผดรุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นในแต่ละวันไม่ควรล้างหน้าเกิน 2 – 3 ครั้ง โดยให้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าระหว่างวันเท่านั้น และไม่ควรใช้น้ำอุ่นในการล้างหน้า

ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี อย่างยิ่ง รวมถึงควรล้างหน้าหลังจากออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อขจัดสิ่งสกปรก ความมัน และแบคทีเรีย


2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวครีมแต้มสิว

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิวของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าหรือบำรุงผิวหน้าก็ตาม รวมถึงครีมกันแดด และควรล้างออกให้สะอาด เพื่อป้องกันการเกิดสิวผดหรือสิวอุดตันได้ในภายหลัง


3. หลีกเลี่ยงแสงแดดครีมแต้มสิว

หลีกเลี่ยงแสงแดด แสงแดดเป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดสิวผดได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงกลางวัน หรือทาครีมกันแดดที่มีความมันไม่มากนักทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน


4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครีมแต้มสิว

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีแร่ธาตุสังกะสีหรือ Zinc ให้มากขึ้น เพื่อช่วยเสริมให้ผิวพรรณมีความแข็งแรง และอย่าลืมดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสมดุลภายในร่างกาย


5. หมั่นดูแลตนเองให้มากขึ้น

ครีมแต้มสิวหมั่นดูแลตนเองให้มากขึ้น ความเครียดมีส่วนทำให้ต่อมไขมันต้องทำงานหนัก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวผดได้ ดังนั้นเราจึงควรพยายามทำจิตใจให้แจ่มใสและไม่เครียดอยู่เสมอ รวมถึงควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่นอนดึกจนเกินไป


6. พอกหน้าเพื่อลดสิวผด

ครีมแต้มสิวพอกหน้าเพื่อลดสิวผด การพอกหน้าด้วยสมุนไพรสามารถช่วยลดสิวผดและสิวอักเสบได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรามีสูตรพอกหน้ามาแนะนำถึง 2 สูตร ดังนี้

6.1 โยเกิร์ตกับผงหอมศรีจันทร์

ครีมแต้มสิวใช้ผงหอมศรีจันทร์ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 3 ช้อนโต๊ะ คนให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด

สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวัน แต่ผู้ที่มีผิวแห้งควรทำเพียงสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้งเท่านั้น จะช่วยรักษาสิวผดและลดความมันส่วนเกินบนใบหน้า นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เนียนกระจ่างใสอีกด้วย

6.2 แป้งโยคี ผงพิเศษตราร่มชูชีพ และน้ำมะนาวครีมแต้มสิว

ใช้แป้งโยคีและผงพิเศษตราร่มชูชีพผสมกับน้ำมะนาวปริมาณครึ่งลูก ให้มีลักษณะเป็นเนื้อครีมไม่เหลวหรือข้นจนเกินไป จากนั้นทาหน้าทิ้งไว้ทั้งคืนแล้วล้างออกในตอนเช้า

สูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมันและผิวผสมอย่างยิ่ง ซึ่งช่วยทำให้รูขุมขนสะอาด สิวต่างๆ แห้งลง และยังช่วยลดรอยจุดด่างดำหรือรอยแผลจากสิวอย่างเห็นได้ชัด


7. ยาทารักษาสิวผดครีมแต้มสิวยาทารักษาสิวผด ยาที่ใช้รักษาสิวผดจะมี 2 แบบ คือ

7.1 ยาอะดาพาลีน (Adapalene) : เป็นยาที่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เรตินอยด์ (Retinoids) ประเภทอะดาพาลีน ตัวอย่างยาทาที่อยู่ในกลุ่มนี้คือ “ดิฟเฟอริน” โดยนำมาใช้ทาก่อนนอน เพื่อทำให้สิวผดนั้นผุดหัวสิวขึ้นมา แล้วจึงค่อยกดออกในภายหลัง

7.2 ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) : เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวผดที่เกิดจากเชื้อยีสต์ P. ovale แต่ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น


8. ปรึกษาแพทย์ผิวหนังครีมแต้มสิว

ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง วิธีนี้จะช่วยรักษาสิวผดได้อย่างปลอดภัย และยังเป็นการป้องกันการเกิดสิวผดอย่างถาวรได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการรักษาสิวผดตั้งแต่สาเหตุและรักษาสิวผดอย่างถูกวิธี โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการซื้อยาที่มีส่วนประกอบของสารสเตียรอยด์


9. ทำเลเซอร์รักษาสิวผดครีมแต้มสิว

ทำเลเซอร์ วิธีนี้กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากทำครั้งเดียวก็สามารถกำจัดสิวผดและสิวอุดตันได้ทั่วทั้งใบหน้าอย่างทันใจ แต่อาจจะทิ้งรอยดำไว้บ้าง ซึ่งเราก็สามารถทาครีมลดรอยดำได้ในภายหลัง ทั้งนี้เราควรเลือกทำกับแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวบ่อยๆ บนใบหน้านั้น ถึงแม้ว่าจะรักษาเป็นอย่างดีก็ตาม ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพราะฉะนั้นควรอดทนและอย่าเพิ่งท้อในการรักษาสิวนะคะ

อ้างอิงข้อมูลจาก : 


15 วิธีรักษาหลุมสิวให้ผิวเรียบเนียนสวย ที่คุณก็เลือกได้

ครีมแต้มสิว15 วิธีรักษาหลุมสิว ให้ผิวเรียบเนียนสวย ที่คุณก็เลือกได้ หลุมสิวเป็นปัญหาของผิวหน้าอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนที่เป็นนั้นหมดความมั่นใจได้ง่าย ซึ่งเกิดจากสิวอักเสบลุกลามจนกินพื้นที่ลึกลงไปถึงชั้นในผิวหนัง

และทำให้เซลล์ผิวหนังหายไปกลายเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยในบางรายก็เกิดจากการบีบสิวที่ผิดวิธี จึงทำให้สิวอุดตันธรรมดาๆ กลายเป็นสิวอักเสบและยังกระตุ้นให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น


ระดับความรุนแรงของหลุมสิว

ครีมแต้มสิว1. ระดับ Rolling scar หลุมสิวที่อยู่ในระดับนี้จัดว่าเป็นระดับทั่วไป สามารถรักษาได้ง่ายกว่าระดับอื่น โดยมีลักษณะเป็นหลุมสิวตื้นๆ ที่กินพื้นที่แค่เพียงส่วนบนของผิวหนังเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักจะเกิดจากการแกะสิวที่อยู่ในระดับไม่ลึกมากนัก

2. ระดับ Box scar หลุมสิวที่อยู่ในระดับนี้จัดว่าเป็นระดับปานกลาง โดยมีลักษณะเป็นหลุมบ่อที่มีขอบชัดเจนและขอบเขตกว้างกว่าระดับแรก แต่ก็มีความตื้นมากกว่าด้วยเช่นกัน เนื่องจากกินความลึกแค่เพียงชั้นผิวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้กินลึกไปถึงระดับรูขุมขน ทั้งนี้การรักษาอาจจะค่อนข้างยากสักนิด แต่ถ้าเราตั้งใจรักษาและดูแลให้ดี ก็สามารถให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

3. ระดับ Ice pick scar หลุมสิวที่อยู่ในระดับนี้จัดว่าเป็นระดับที่รุนแรงที่สุด โดยมีลักษณะเป็นปากแคบไปในทางลึก ทำให้รักษาได้ยากมาก และใช้เวลาในการฟื้นฟูผิวจนเต็มค่อนข้างนาน หรืออาจจะทำได้แค่เพียงให้รอยหลุมตื้นขึ้นมาเท่านั้น


วิธีรักษาหลุมสิวให้ได้ผลดีครีมแต้มสิว

วิธีรักษาหลุมสิวให้ได้ผลดี การรักษาหลุมสิวให้ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของหลุมสิวที่จะมีวิธีการรักษาแตกต่างกันออกไป หรืออาจจะใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน แต่บางวิธีจะต้องมั่นใจว่าได้รับการรักษาจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ในสถานเสริมความงามที่ได้รับรองมาตรฐานด้วยเช่นกัน


1. ดูแลตนเองอย่างพิถีพิถัน

ครีมแต้มสิวช่วงที่อยู่ระหว่างการรักษาหลุมสิวควรจะป้องกันไม่ให้เป็นสิวอักเสบมากขึ้น หมั่นบำรุงผิวหน้าด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนประกอบของบวิตามินเอ วิตามินอี และคอลลาเจน พร้อมกับสครับและนวดผิวหน้าเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทคอลลาเจนบ้าง แล้วงดดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น จึงจะช่วยให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด


2. หมั่นทาครีมลบรอยแผลเป็น

ครีมแต้มสิว

ในครีมลบรอยแผลเป็นและริ้วรอยจะมีส่วนผสมประเภทวิตามินอี AHA และ BHA ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง


3. ลอกผิวด้วยกรดผลไม้ ครีมแต้มสิว

กรดผลไม้มีสรรพคุณในการช่วยให้เซลล์ผิวหนังด้านบนที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก แล้วกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่มาทดแทน พร้อมกับซ่อมแซมหลุมสิวให้ดูตื้นขึ้น


4. รับประทานยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ ครีมแต้มสิว

ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Roaccutance, Acnotin และ Isotretinoin ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนังให้สร้างเซลล์ผิวใหม่ เพื่อเติมเต็มของรอยหลุมสิว และยังสามารถช่วยควบคุมความมันบนผิวหน้าได้ดี แต่จะมีผลข้างเคียงต่อไขมันทั่วร่างกาย จึงทำให้มีอาการตาแห้ง ปากแห้ง และผิวแห้ง ดังนั้นจึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น


5. ทายาที่อยู่ในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ ครีมแต้มสิว

ยาในกลุ่มนี้เช่น Retin A เป็นการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับยารับประทานที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ


6. ทากรดวิตามินเอ ครีมแต้มสิว

ยาในกลุ่มนี้จะนำมาทาบนรอยหลุมสิว เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น โดยไม่ทิ้งสะเก็ดแผลหลังจากการรักษา แต่อาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานอยู่บ้าง


7. แต้มกรด TCA กรด TCA ครีมแต้มสิวเป็นกรดที่มีความเข้มข้นสูง โดยช่วยเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้น แต่มีข้อเสียตรงที่หลังจากการแต้มแล้ว จะทิ้งรอยสะเก็ดดำๆ ไว้บนผิวหนัง และใช้เวลาในการรักษารอยแผลเป็นนานพอสมควร


8. ฉีดฟิลเลอร์ที่หลุมสิว ครีมแต้มสิว

เหมาะสำหรับการรักษาหลุมสิวระดับทั่วไปและระดับปานกลางที่ไม่ลึกมากนัก โดยใช้สารเติมเต็มอย่างเช่น “ไฮยาลูรอกนิก แอซิด” นำมาฉีดเติมเต็มที่รอยหลุมให้ตื้นขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่าคอลลาเจน และได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจสูงถึง 30 – 70% แต่จะคงอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ต่อการฉีดหนึ่งครั้ง แล้วค่อยเสื่อมสลายไปเอง


9. กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี ครีมแต้มสิว

หรือการทำ Microdermabrasion (MD) เป็นวิธีที่ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นมาไวยิ่งขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น แต่จะต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล เหมาะสำหรับหลุมสิวระดับ Rolling scar และ Box scar


10. การทำ Skin Needing ครีมแต้มสิว

เป็นการใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากและมีตัวยา เพื่อจิ้มลงไปในผิวแล้วช่วยให้ผิวฟื้นฟูตัวเองได้เร็วมากขึ้น หลุมสิวจึงเต็มและดูตื้นไวนั่นเอง เช่น Dermpoint และ Tri-m


11. การทำ Subcision ครีมแต้มสิว

เป็นการเลาะพังผืดใต้หลุมสิว โดยใช้เข็มลักษณะพิเศษที่เรียกว่า “เข็ม Nokor” สอดลงไปใต้ผิวหนังแล้วตัดพังผืด เพื่อเซาะทีละหลุมจนทั่วใบหน้า วิธีนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อใต้ผิวหนังจนเป็นแผลใหม่ แล้วกลายเป็นแผลนูนภายหลังการรักษาได้


12. การใช้คลื่นวิทยุ 
ครีมแต้มสิว

เรียกกันว่า Radio Frequency (RF) ซึ่งเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วยวิธีส่งผ่านพลังงาน โดยทำ 3 – 5 ครั้ง ก็เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนถึง 70 – 80% และยังมีผลข้างเคียงน้อยมาก แต่ราคาค่อนข้างสูงกว่าวิธีอื่น


13. การทำ IPL ครีมแต้มสิวเป็นการใช้คลื่นแสงที่มีความเข้มข้นเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งเหมาะกับหลุมสิวระดับทั่วไป (Rolling scar) เท่านั้น แต่ควรทำกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง เพราะอาจจะทำให้ไม่ได้ผลหรือมีอาการหน้าไหม้ได้


14. การทำเลเซอร์ ครีมแต้มสิว

เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูง ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวให้มากขึ้น โดยเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษาหลุมสิวก็มีหลายชนิดเช่นกัน ได้แก่• เลเซอร์ Yag ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งได้ผดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำ IPL แต่อาจจะทำให้รู้สึกเจ็บและมีสะเก็ดแผลได้นอกจากนี้ควรถนอมผิวหน้าไม่ให้เจอแสงแดดประมาณ 1 สัปดาห์

• เลเซอร์ Fraxel เป็นการใช้คลื่นแสงที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากเข้าไปกระตุ้นเซลล์ผิว เพื่อซ่อมแซมบริเวณที่เป็นหลุมสิว โดยการทำ 1 คอร์ส จะมีทั้งหมด 4 ครั้ง และค่อนข้างรู้สึกเจ็บอีกด้วย แต่ก็สามารถหวังผลจากการรักษาได้มากถึง 50 – 70% หากได้รับการรักษาจำนวน 10 ครั้งขึ้นไป

• เลเซอร์ Fractional CO2 เลเซอร์ชนิดนี้สามารถตัดพังผืดแบบแนวดิ่งได้ดี และช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาเติมเต็ม แต่ก็ให้ผลที่รุนแรงมาก เพราะจะทำลายผิวชั้นบนไปมากอีกด้วย ดังนั้นผู้ที่สนใจจะทำเลเซอร์ชนิดนี้ควรทำใจพอสมควร เนื่องจากผิวหน้าต้องอาศัยการฟื้นฟูประมาณ 1 – 2 เดือนครีมแต้มสิว


15. ศัลยกรรมผ่าตัดหลุมสิว หรือ Punch Excision & Grafting

ครีมแต้มสิวเป็นการรักษาหลุมสิวที่ใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งสามารถแบ่งได้ 4 วิธี ดังนี้

• Punch grafting เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับหลุมสิวที่ลึกไม่สม่ำเสมอ ระดับ Box scar และ Ice pick scar โดยการเอาเนื้อบริเวณส่วนอื่นมาปิดหลุมสิว แล้วเย็บปิดเพื่อให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตเต็มหลุมสิวนั้น

• Punch excision เหมาะสำหรับหลุมสิวระดับ Box scar และ Ice pick scar โดยการผ่าตัดรอยหลุมสิวแล้วเย็บแผลให้ติดกัน

• Punch elevation เหมาสำหรับหลุมสิวที่ไม่ลึกมากนักอย่างระดับ Box scar โดยการผ่าตัดยกเนื้อบริเวณหลุมสิวขึ้นมาให้เท่ากับระดับผิวปกติ แล้วเย็บเนื้อส่วนนั้นให้ติดกับเนื้อผิวโดยรอบ

• Elliptical excision วิธีนี้ควรเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้ฝีมือในการกรีดหลุมสิวแล้วเย็บแผลให้ติดกันแบบแนบสนิท ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นได้ครีมแต้มสิว


การป้องกันหลุมสิวที่ดีที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาสิวบนใบหน้า หรือรักษาสิวอย่างถูกวิธี แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องใจเย็นๆจึงจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ พร้อมกับสุขภาพผิวแข็งแรงด้วยค่ะ

อ้างอิงข้อมูลจาก : 


และนี่ก็คือ 10 ครีมแต้มสิวอักเสบ ที่ดี มีประสิทธิภาพมากที่สุด ที่หลายคนบอกว่าใช้แล้วดี สิวยุบหายเร็วทันใจ รวมไปถึงข้อมูลวิธีรักษาสิวผด และวิธีรักษาหลุมสิว โดยเราหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับการดูแลสิวของสาว ๆ เพื่อผิวของเพื่อน ๆ สวยกระจ่างใส บอกลาความไม่มั่นใจและเครื่องสำอางหนา ๆ ไปได้อย่างแน่นอนค่ะ