วิธีรักษาหลุมสิว

แอดไลน์ brannova

advertising

15 วิธีรักษาหลุมสิวให้ผิวเรียบเนียนสวย ที่คุณก็เลือกได้

15 วิธีรักษาหลุมสิว ให้ผิวเรียบเนียนสวย ที่คุณก็เลือกได้ หลุมสิวเป็นปัญหาของผิวหน้าอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนที่เป็นนั้นหมดความมั่นใจได้ง่าย ซึ่งเกิดจากสิวอักเสบลุกลามจนกินพื้นที่ลึกลงไปถึงชั้นในผิวหนัง

และทำให้เซลล์ผิวหนังหายไปกลายเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยในบางรายก็เกิดจากการบีบสิวที่ผิดวิธี จึงทำให้สิวอุดตันธรรมดาๆ กลายเป็นสิวอักเสบและยังกระตุ้นให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น วิธีรักษาหลุมสิว

ระดับหลุมสิว
ภาพของขนาดความลึก ความกว้าง และลักษณะของหลุมสิวในแต่ละระดับ

ระดับความรุนแรงของหลุมสิว

หลุมสิวระดับรุนแรงปานกลาง

1. ระดับ Rolling scar หลุมสิวที่อยู่ในระดับนี้จัดว่าเป็นระดับทั่วไป สามารถรักษาได้ง่ายกว่าระดับอื่น โดยมีลักษณะเป็นหลุมสิวตื้นๆ ที่กินพื้นที่แค่เพียงส่วนบนของผิวหนังเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักจะเกิดจากการแกะสิวที่อยู่ในระดับไม่ลึกมากนัก

หลุมสิวระดับรุนแรง

2. ระดับ Box scar หลุมสิวที่อยู่ในระดับนี้จัดว่าเป็นระดับปานกลาง โดยมีลักษณะเป็นหลุมบ่อที่มีขอบชัดเจนและขอบเขตกว้างกว่าระดับแรก แต่ก็มีความตื้นมากกว่าด้วยเช่นกัน เนื่องจากกินความลึกแค่เพียงชั้นผิวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้กินลึกไปถึงระดับรูขุมขน ทั้งนี้การรักษาอาจจะค่อนข้างยากสักนิด แต่ถ้าเราตั้งใจรักษาและดูแลให้ดี ก็สามารถให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

หลุมสิวระดับทั่วไป

3. ระดับ Ice pick scar หลุมสิวที่อยู่ในระดับนี้จัดว่าเป็นระดับที่รุนแรงที่สุด โดยมีลักษณะเป็นปากแคบไปในทางลึก ทำให้รักษาได้ยากมาก และใช้เวลาในการฟื้นฟูผิวจนเต็มค่อนข้างนาน หรืออาจจะทำได้แค่เพียงให้รอยหลุมตื้นขึ้นมาเท่านั้น

วิธีรักษาหลุมสิวให้ได้ผลดี

วิธีรักษาหลุมสิวให้ได้ผลดี

วิธีรักษาหลุมสิวให้ได้ผลดี การรักษาหลุมสิวให้ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของหลุมสิวที่จะมีวิธีการรักษาแตกต่างกันออกไป หรืออาจจะใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน แต่บางวิธีจะต้องมั่นใจว่าได้รับการรักษาจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ในสถานเสริมความงามที่ได้รับรองมาตรฐานด้วยเช่นกัน

1. ดูแลตนเองอย่างพิถีพิถัน ช่วงที่อยู่ระหว่างการรักษาหลุมสิวควรจะป้องกันไม่ให้เป็นสิวอักเสบมากขึ้น หมั่นบำรุงผิวหน้าด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนประกอบของบวิตามินเอ วิตามินอี และคอลลาเจน พร้อมกับสครับและนวดผิวหน้าเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทคอลลาเจนบ้าง แล้วงดดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น จึงจะช่วยให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

2. หมั่นทาครีมลบรอยแผลเป็น ในครีมลบรอยแผลเป็นและริ้วรอยจะมีส่วนผสมประเภทวิตามินอี AHA และ BHA ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง

3. ลอกผิวด้วยกรดผลไม้ กรดผลไม้มีสรรพคุณในการช่วยให้เซลล์ผิวหนังด้านบนที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก แล้วกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่มาทดแทน พร้อมกับซ่อมแซมหลุมสิวให้ดูตื้นขึ้น

4. รับประทานยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Roaccutance, Acnotin และ Isotretinoin ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนังให้สร้างเซลล์ผิวใหม่ เพื่อเติมเต็มของรอยหลุมสิว และยังสามารถช่วยควบคุมความมันบนผิวหน้าได้ดี แต่จะมีผลข้างเคียงต่อไขมันทั่วร่างกาย จึงทำให้มีอาการตาแห้ง ปากแห้ง และผิวแห้ง ดังนั้นจึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น

5. ทายาที่อยู่ในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ ยาในกลุ่มนี้เช่น Retin A เป็นการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับยารับประทานที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ

6. ทากรดวิตามินเอ ยาในกลุ่มนี้จะนำมาทาบนรอยหลุมสิว เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น โดยไม่ทิ้งสะเก็ดแผลหลังจากการรักษา แต่อาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานอยู่บ้าง

7. แต้มกรด TCA กรด TCA เป็นกรดที่มีความเข้มข้นสูง โดยช่วยเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้น แต่มีข้อเสียตรงที่หลังจากการแต้มแล้ว จะทิ้งรอยสะเก็ดดำๆ ไว้บนผิวหนัง และใช้เวลาในการรักษารอยแผลเป็นนานพอสมควร

8. ฉีดฟิลเลอร์ที่หลุมสิว เหมาะสำหรับการรักษาหลุมสิวระดับทั่วไปและระดับปานกลางที่ไม่ลึกมากนัก โดยใช้สารเติมเต็มอย่างเช่น “ไฮยาลูรอกนิก แอซิด” นำมาฉีดเติมเต็มที่รอยหลุมให้ตื้นขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่าคอลลาเจน และได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจสูงถึง 30 – 70% แต่จะคงอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ต่อการฉีดหนึ่งครั้ง แล้วค่อยเสื่อมสลายไปเอง

กรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี

9. กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี หรือการทำ Microdermabrasion (MD) เป็นวิธีที่ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นมาไวยิ่งขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น แต่จะต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล เหมาะสำหรับหลุมสิวระดับ Rolling scar และ Box scar

advertising

ทำ dermaroller

10. การทำ Skin Needing เป็นการใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากและมีตัวยา เพื่อจิ้มลงไปในผิวแล้วช่วยให้ผิวฟื้นฟูตัวเองได้เร็วมากขึ้น หลุมสิวจึงเต็มและดูตื้นไวนั่นเอง เช่น Dermpoint และ Tri-m

การทำ Subcision สิว

11. การทำ Subcision เป็นการเลาะพังผืดใต้หลุมสิว โดยใช้เข็มลักษณะพิเศษที่เรียกว่า “เข็ม Nokor” สอดลงไปใต้ผิวหนังแล้วตัดพังผืด เพื่อเซาะทีละหลุมจนทั่วใบหน้า วิธีนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อใต้ผิวหนังจนเป็นแผลใหม่ แล้วกลายเป็นแผลนูนภายหลังการรักษาได้

การใช้คลื่นวิทยุรักษาวิทยุ

12. การใช้คลื่นวิทยุ เรียกกันว่า Radio Frequency (RF) ซึ่งเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วยวิธีส่งผ่านพลังงาน โดยทำ 3 – 5 ครั้ง ก็เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนถึง 70 – 80% และยังมีผลข้างเคียงน้อยมาก แต่ราคาค่อนข้างสูงกว่าวิธีอื่น

13. การทำ IPL เป็นการใช้คลื่นแสงที่มีความเข้มข้นเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งเหมาะกับหลุมสิวระดับทั่วไป (Rolling scar) เท่านั้น แต่ควรทำกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง เพราะอาจจะทำให้ไม่ได้ผลหรือมีอาการหน้าไหม้ได้

14. การทำเลเซอร์ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูง ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวให้มากขึ้น โดยเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษาหลุมสิวก็มีหลายชนิดเช่นกัน ได้แก่

• เลเซอร์ Yag ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งได้ผดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำ IPL แต่อาจจะทำให้รู้สึกเจ็บและมีสะเก็ดแผลได้นอกจากนี้ควรถนอมผิวหน้าไม่ให้เจอแสงแดดประมาณ 1 สัปดาห์

เลเซอร์สิว Fraxel

• เลเซอร์ Fraxel เป็นการใช้คลื่นแสงที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากเข้าไปกระตุ้นเซลล์ผิว เพื่อซ่อมแซมบริเวณที่เป็นหลุมสิว โดยการทำ 1 คอร์ส จะมีทั้งหมด 4 ครั้ง และค่อนข้างรู้สึกเจ็บอีกด้วย แต่ก็สามารถหวังผลจากการรักษาได้มากถึง 50 – 70% หากได้รับการรักษาจำนวน 10 ครั้งขึ้นไป

เลเซอร์สิว Fractional CO2

• เลเซอร์ Fractional CO2 เลเซอร์ชนิดนี้สามารถตัดพังผืดแบบแนวดิ่งได้ดี และช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาเติมเต็ม แต่ก็ให้ผลที่รุนแรงมาก เพราะจะทำลายผิวชั้นบนไปมากอีกด้วย ดังนั้นผู้ที่สนใจจะทำเลเซอร์ชนิดนี้ควรทำใจพอสมควร เนื่องจากผิวหน้าต้องอาศัยการฟื้นฟูประมาณ 1 – 2 เดือน

ศัลยกรรมผ่าตัดหลุมสิว

15. ศัลยกรรมผ่าตัดหลุมสิว หรือ Punch Excision & Grafting เป็นการรักษาหลุมสิวที่ใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งสามารถแบ่งได้ 4 วิธี ดังนี้

• Punch grafting เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับหลุมสิวที่ลึกไม่สม่ำเสมอ ระดับ Box scar และ Ice pick scar โดยการเอาเนื้อบริเวณส่วนอื่นมาปิดหลุมสิว แล้วเย็บปิดเพื่อให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตเต็มหลุมสิวนั้น

• Punch excision เหมาะสำหรับหลุมสิวระดับ Box scar และ Ice pick scar โดยการผ่าตัดรอยหลุมสิวแล้วเย็บแผลให้ติดกัน

• Punch elevation เหมาสำหรับหลุมสิวที่ไม่ลึกมากนักอย่างระดับ Box scar โดยการผ่าตัดยกเนื้อบริเวณหลุมสิวขึ้นมาให้เท่ากับระดับผิวปกติ แล้วเย็บเนื้อส่วนนั้นให้ติดกับเนื้อผิวโดยรอบ

• Elliptical excision วิธีนี้ควรเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้ฝีมือในการกรีดหลุมสิวแล้วเย็บแผลให้ติดกันแบบแนบสนิท ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นได้

การป้องกันหลุมสิวที่ดีที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาสิวบนใบหน้า หรือรักษาสิวอย่างถูกวิธี แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องใจเย็นๆจึงจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ พร้อมกับสุขภาพผิวแข็งแรงด้วยค่ะ


แอดไลน์ brannova

เขียนความคิดเห็นของคุณ